ปากแพ้ลิปสติก ต้องทำอย่างไร ลิปติกถือว่าเป็นเครื่องสำอางชิ้นเอกที่ต้องมีสำหรับคุณสาวๆทุกคนเลยใช่มั้ยคะ ยิ่งในเวลาเร่งรีบหน้าโทรมปากซีดโหมดป่วยหนัก แค่ตวัดลิปแท่งโปรดสีที่ใช่เลยไม่ว่าสีแดงสดใส ชมพูประกาย ส้มกลอส กลิตเตอร์ หรือแมตก็ตาม เพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะปกปิดความบกพร่องของริมฝีปาก พร้อมดึงเอาเสน่ห์และความมั่นใจในตัวคุณออกมาได้มากพอที่จะทำภารกิจเร่งรีบต่อไปได้ทั้งวันเลยทีเดียว แต่บ่อยครั้งลิปสติกที่คุณเลือกใช้นั้น ก็กลับทำลายความสวยและมั่นใจของคุณได้เหมือนกัน ถ้าลิปสติกแท่งนั้นมีสารเคมีที่อันตรายหรือมีความเข้มข้นเกินไปจนทำให้ริมฝีปากคุณเกิดอาการแพ้!

เนื่องจากโครงสร้างผิวริมฝีปากบอบบางมากต่างจากผิวหนังส่วนอื่น การทาลิปสติกจึงทำให้ริมฝีปากสัมผัสกับสารเคมีที่ปนเปื้อนในลิปสติกโดยตรง ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย อาการแพ้มากน้อยก็แล้วบุคคลนั่นเอง ระดับการทนต่อความเข้มข้นของสารแต่ละตัว ของผิวหนังแต่ละคนแตกต่างกัน แม้จะเป็นลิปสติกที่ได้มาตรฐานทั่วไปก็ตาม แต่การใช้ลิปสติกทาบนริมฝีปาก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนวันละหลายครั้ง และสัมผัสริมฝีปากเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายกว่าผิวหนังบริเวณอื่น

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพสำรวจพบว่ามีผู้แพ้ลิปจำนวน 1 ใน 5 ล้านคนมีอาการแพ้ลิปสติกโดยสาเหตุของการแพ้นั้น มาจากน้ำหอมที่เป็นส่วนผสมในลิปสติก หรืออาจมีสารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการแพ้

สีของลิปสติกก็มีผลเช่นกัน ลิปสติกที่มีเม็ดสีเข้มๆจะมีแนวโน้มที่จะมีสารที่เป็นพิษเจือปนอยู่มากชนิดกว่าและในปริมาณที่เข้มข้นกว่าลิปสติกที่สีอ่อนจาง ความเข้มข้นสูงเกิดจากการเพิ่มเม็ดสีที่ปนเปื้อนเข้าไปมากนั่นเองซึ่งความแตกต่างของระดับความเข้มข้นในการปนเปื้อนโลหะที่มีตั้งแต่มากไปหาน้อยขึ้นอยู่กับแบรนด์และสี ยิ่งลิปที่เคลมว่าสีลิปติดทนนั่นแหละยิ่งอันตราย

ทินต์ (tint) หรือ ลิปทินต์ (lip tint) ใช้ทาเพื่อให้ปากมีสีอมชมพู ระเรื่อ หรือออกโทนส้มอ่อน ดูแล้วให้ความรู้สึกว่าเป็นคนสุขภาพดี มีเลือดฝาดดี มีความสวยเป็นธรรมชาติการใช้ทินต์ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะมีโอกาสที่ผู้ใช้จะกลืนกินสีที่เป็นส่วนผสมในเจลทินต์เข้าไปในร่างกายง่ายกว่า เนื่องจากใช้ทินต์ป้ายเข้าไปในริมฝีปากด้านในทั้งบนและล่าง ซึ่งเป็นเยื่อบุที่บอบบาง หากเป็นสีที่ไม่ใช่สีที่ใช้ผสมอาหาร เป็นสีต้องห้ามอันตราย หรือสีไม่ได้มาตรฐาน สารที่อยู่ในสีก็จะซึมเข้าไปตามเยื่อบุปาก และถูกกลืนกินเข้าไปในร่างกายได้ง่าย ทำให้มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งจากผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่าก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ การเลือกใช้จึงต้องพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพเป็นพิเศษ จากที่ อย.ได้ตรวจสอบเครื่องสำอางประเภทลิปสติก โดยเน้นในแหล่งชุมชนที่มีการจำหน่ายสินค้าราคาถูก และในจังหวัดที่ติดเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 693 ตัวอย่าง พบสีห้ามใช้ 164 ตัวอย่าง โดยลิปสติกที่ฉลากไม่ครบถ้วน หรือเป็นภาษาต่างประเทศ พบสีห้ามใช้ถึงร้อยละ 39 ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535

ลักษณะการแพ้ลิปสติก

มักจะเกิดอาการปวดแสบ ปวดร้อน คัน และระคายเคืองที่ริมฝีปาก บางครั้งอาจเกิดอาการที่เยื่อบุช่องปากด้วย ทำให้ริมฝีปากแห้งและลอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณมุมปาก บางคนมีอาการมากจนมีการอักเสบและมีน้ำเหลืองไหลออกมาด้วย หลากหลายงานวิจัย พบว่าแบรนด์ดังระดับสากลหลายแบรนด์มีโลหะหนักหลากหลายชนิดผสมอยู่ เพื่อให้ได้คุณสมบัติของเม็ดสีและเนื้อลิปให้เป็นที่ต้องการของตลาด สารที่ทำให้เกิดการแพ้ลิปสติกมักเป็นสีที่ผสมอยู่ ยิ่งถ้าลิปสติกแท่งไหนที่มีสีติดทนนานก็มีโอกาสเกิดการแพ้ได้ง่าย

วิธีรักษาเมื่อแพ้ลิปสติก

1. เมื่อเริ่มรู้สึกแพ้ คัน ให้หยุดการใช้ลิปสติกนั้นทันที ทำความสะอาดริมฝีปากให้สะอาดให้หมดจด เพื่อเลี่ยงการติดเชื้อลดการอักเสบ

2. สามารถประคบไอเย็นบริเวณที่บวมไว้ประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อรักษาอาการเบื้องต้น

3. หลีกเลี่ยงการสครับริมฝีกปาก หยุดรบกวนผิวหนังริมฝีปาก

นอกจากนี้ ผู้ที่เกิดอาการแพ้ลิประคายเคืองหนัก ควรพบแพทย์เพื่อทดสอบผิวหนัง เพื่อตรวจดูว่าอาการแพ้เกิดจากสารเคมีหรือส่วนผสมตัวใดจะได้เลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างตรงจุดว่า แพ้มาจากลิปสติกหรือไม่ หรือเกิดจากสาเหตุอื่น เพื่อรักษาและหยุดปฎิกริยาการแพ้ให้หายขาด